2008/Jun/12

หลายวันมานี้ มีข่าวโด่งดังจากญี่ปุ่น ในย่านที่เรียกกันว่า อากิฮาบาระ

ตามข่าวที่ทราบมาจากหลายแหล่ง โดยรวม คือมีชายคนหนึ่งได้โพสข้อความแผนการที่จะเดินทางไปฆ่าคนในวันอาทิตย์ไว้บนโลกออนไลน์ จากนั้นก็ลงมือใช้มีดกระหน่ำเหยื่อที่ไม่รู้อิโหน่เสียชีวิตไปเกือบสิบราย

จากนั้นเขาก็ได้สารภาพกับเจ้าหน้าที่ภายหลังว่า ที่ทำลงไปเพราะเบื่อโลก เบื่อหน่ายกับชีวิต และอยากจะฆ่าคน

จริงๆ แล้วได้รับลิงค์ข่าวนี้มาจากเพื่อนอีกคน ตอนแรกก็รู้สึกตกใจ

แต่พอมานั่งทบทวนดีๆ กลับไม่รู้สึกตกใจจนใจหายได้อย่างที่น่าจะเป็น... ถามตัวเองว่าทำไม ก่อนจะกลับไปตอบบน MSN กับเพื่อน

"บ้าเลือดดี... แต่ไม่รู้สิ รู้สึกไม่แปลกใจเลยที่เป็นคนญี่ปุ่น"

ทั้งหมดนี้ ฉันไม่ได้หมายความว่า คนญี่ปุ่นเป็นผู้ร้าย บ้าเลือด ซาดิส หรืออะไรแบบนั้น ตรงกันข้าม ข้อมูลที่ทิ้งท้ายไว้ในข่าวหลายแหล่งยังบอกด้วยซ้ำไปว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีเหตุอาชญากรรมน้อยที่สุด

แต่ที่ฉันไม่รู้สึกแปลกใจที่เป็นคนญี่ปุ่นก็เพราะ

ฉันเชื่อว่าคนญี่ปุ่นมีพลังมากพอที่จะทำเรื่องแบบนี้

เมื่อก่อนฉันเคยสงสัย ว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นถึงเจริญนัก ทำไมถึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีแต่ญี่ปุ่นเท่านั้นที่ทำได้ ทำไมเขาถึงเข้ามามีอิทธิพลในบ้านเราได้ไม่ต่างจากอเมริกา

เขาทำได้อย่างไร กับการที่เราลืมตาตื่นขึ้นมาก็เจอแต่ของญี่ปุ่นๆๆ ตั้งแต่ครีมอาบน้ำ ยัน อาหารการกิน

จนกระทั่งได้มีโอกาสไปญี่ปุ่นจริงๆ ช่วงเวลาเกือบปีนั้น ฉันไม่ปล่อยให้เปล่าประโยชน์ และฉันก็ได้พบว่า การได้นั่งดูคนญี่ปุ่น ได้ติดตามดูการกระทำบางสิ่งบางอย่างของเขา เป็นอะไรที่สนุกมาก

คุณจะสามารถใช้กล้องวิดิโอตัวถูก ๆ ติดตามถ่ายทำชีวิตของเด็กญี่ปุ่นสักคนได้โดยไม่น่าเบื่อเลย

เพื่อนชาวอเมริกันของฉันคนนึงมีความคิดเห็นตรงกัน หลังจากที่เราไปเข้าร่วมนิทรรศการประเพณีของโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งว่า "คนญี่ปุ่น ทำได้ทุกอย่าง"

ฉันสามารถพูดได้เต็มปากว่า คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีพลัง ซึ่งหลายๆ คนเรียกมันว่า เป็นสายเลือดบูชิโด

หากในชีวิตหนึ่ง เราได้เข้าไปสัมผัสกับคนญี่ปุ่นจริงๆ โดยไม่ต้องมีเป้าประสงค์อื่น นอกจากเรียนรู้ชีวิต และความคิดของเขาแล้ว เราจะเห็นได้ว่า ความรับผิดชอบ จิตสำนึกของคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป จะมีสูงเสียจนบ้านเราไม่มีทางเทียบติด

มันทำให้เขาเป็นคนที่มีพลัง พูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อเขาเกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมาสักอย่าง และมีความตั้งใจอะไรขึ้นมาสักอย่าง เขาจะจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น และพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ได้ถึงที่สุด

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมคนญี่ปุ่นทำอาหารอะไรก็อร่อย (ไม่ได้นับรวมถึงคนที่ไม่ชอบอาหารญี่ปุ่น)  ฉันท้าได้เลยว่า ลองเดินไปในญี่ปุ่นแล้วชิมของที่ทำขายอยู่ทั่วโลกอย่างพวก เค้ก ชอกโกแลต หรือไอศกรีมให้มากที่สุด คุณจะไม่เจอร้านไหนที่ทำออกมาได้ไม่อร่อยเลย นอกจากนี้การตกแต่งยังพิถีพิถันถึงขั้นทำไมเราไม่กล้ากิน

ถ้าคุณได้ลองเดินเข้าร้านขายของ หรือร้านอาหารในญี่ปุ่น แน่ใจว่า กว่าครึ่ง คุณจะได้รับการบริการแบบเหนือชั้น คำพูดทุกคำที่เขาพูดกับคุณ จะเต็มไปด้วยความสุภาพและให้เกียรติ แม้ว่าคุณจะใส่ชุดเด็กมัธยม แต่คุณมีสิทธิ์ที่จะสามารถรู้สึกอะไรไม่ต่างจากประธานาธิบดี

นี่ฉันไม่ได้พูดเกินเลยแม้แต่คำเดียว เมื่อเจอครั้งแรกฉันค่อนข้างทั้งตกใจ และประทับใจปนๆ กัน

แต่เมื่อมาสังเกตดูดีๆ คำตอบที่ได้คือ

พลัง และความเคารพในตัวเอง ต้องย้ำอีกครั้งว่าเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นมีอยู่ในตัวสูงมากๆ เขาถือว่าไม่ว่าอาชีพได้ก็ตาม ไม่ว่าสิ่งใดก็ตาม ถ้าหากว่าเขาได้กระทำมันออกมาแล้ว มันล้วนมีความหมาย และมีผลต่อโลกนี้ การเห็นค่าของตัวเองอย่างยิ่งของคนญี่ปุ่น ทำให้เขาเชื่อว่า แม้จะเป็นเพียงอาชีพเก็บขยะ กวาดถนน แต่เขาก็ต้องทำให้ดีที่สุด ถ้ามีรางวัลโนเบลสำหรับนักเก็บขยะที่เก่งที่สุดในโลก เขาก็คงต้องคว้ามันมาให้ได้ (ดูแล้วเหมือนในการ์ตูนที่บ้านเราดู แต่ก็นั่นแหละค่ะ บอกได้เลยว่าไม่ต่างกัน)

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากว่าเราสามารถสร้างสรรค์พลังได้แบบนั้นบ้าง...

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโชคดีของคนญี่ปุ่น ที่เกิดมาในสังคมที่เต็มไปด้วยพลัง...

หลังจากถกกับเพื่อนอยู่พักใหญ่ถึงเรื่องข่าวนี้

ฉันก็สรุปได้สั้นๆ เพียงว่า..

"ยังไงฉันก็ไม่แปลกใจ ที่เป็นคนญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีพลัง เพียงแต่ว่าจะถูกนำไปใช้ในทางไหนก็เท่านั้น"

 ......................

ฉันเดาเอาเองว่า ในวันนั้น นักฆ่าคนนั้น คงนึกว่าตัวเองทำถูก เขาคงคิดว่าตัวเองกำลังจะสามารถกอบกู้โลกและสังคมอันเสื่อมโทรมออกมาได้จากความโหดร้าย ด้วยการฆ่าทุกคน เพราะทุกคนไม่มีค่าพอที่จะอยู่บนโลกนี้อีกต่อไป มีแต่ช่วยทำลายโลก และเขาจะต้องหยุดคนเหล่านั้น...

มองอย่างเป็นกลาง... ฉันไม่ได้เห็นว่าสิ่งที่เขาทำเป็นเจตนาร้าย แต่วิถีทางที่เขาได้แสดงเจตนารมณ์ออกมานั้นต่างหาก ที่แสนโหดร้าย...

.......................

ที่เอามาเขียนในมุมมองนี้ ไม่ใช่อยากจะบอกว่า การฆ่าคนเป็นเรื่องที่ไม่ผิด หรือเป็นเรื่องที่สมควรทำ

เพียงแต่อยากจะยกตัวอย่างความมีพลัง ที่สามารถสร้างสรรค์หลายสิ่งหลายอย่างออกมาได้ จากความมุ่งมั่น ความรับผิดชอบ และความเห็นคุณค่าของสิ่งที่กำลังกระทำ

การมีพลังแบบคนญี่ปุ่น ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอย่างหนึ่งค่ะ

แต่ว่าพลังของคน... บางครั้งร้ายแรงกว่าพลังจากระเบิดปรามณูหลายเท่านัก

ถ้าใช้ให้เกิดการสร้างสรรค์ โลกนี้ก็สร้างสรรค์ แต่ถ้าขาดสติ... ก็ไม่มีอะไรที่จะหนีคำว่าหายนะได้เลย

 ......................

 

edit @ 12 Jun 2008 21:00:06 by I - FUNG

edit @ 12 Jun 2008 21:04:44 by I - FUNG

2008/Jun/10

บลอกนี้เคยสร้างไว้นานแล้ว แต่ไม่ค่อยได้มาดูแล วันนี้เลยโละ แล้วปัดฝุ่นใหม่... อยากจะเอาไว้เขียนอะไรหนักๆ เผื่อว่าเกือบจะเสียดสีสังคมอย่างไร จะได้ไม่เป็นที่เพ่งเล็งมากนัก

เหตุมันมีอยู่ว่า วันนี้ต้องเข้าประชุมกิจกรรมของทางมหาลัยเล็กน้อย (กัดฟันพูดหรอกว่าน้อย) ว่ากันก่อนเข้าประชุมว่าเป็นการพูดคุยระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง... แต่ไม่รู้ทำไม มีเซ้นส์ขึ้นมาทันทีว่า ไม่มีทาง ต่อให้ไม่ได้เป็นน้องใหม่อีกต่อไปแล้ว โดนรับ(ตามประเพณี)มาปีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องมันจะจบง่ายๆ หรอก

แล้วก็ใช่จริงๆ ยอมรับว่าวันนี้น้องที่เข้าประชุมน้อยมากๆ เรียกว่าไม่ถึงครึ่งเลยก็ได้ ถามว่าผิดไหม ผิด รู้ไหม ก็รู้... แต่มันจำเป็นไหม ที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการวีน

นี่ไม่ได้พูดถึงว่า นี่เป็นการรับน้องรอบสองหรือเปล่า เป็นการว๊าก เป็นการเฟคเพื่อจุดประสงค์อันเลิศเลอใดๆ หรือไม่... หรือว่านี่คือเรื่องจริง ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น

แต่พูดตามความคิดเห็นส่วนตัว คนเรามันโตๆ กันแล้ว พูดกันดีๆ ก็เข้าใจใช่ไหม พี่ๆ ก็บอกว่าน้องๆ โตแล้ว แต่ไอ้การมาใส่อารมณ์วีนๆ ใส่กัน ไม่มีการควบคุมใดๆ นี่ ถือว่าโตแล้วหรือเปล่า?

... ตั้งแต่เกิดมา ไม่เคยเห็นประโยชน์อะไรจากการไม่ควบคุมอารมณ์เลยจริงๆ

หรือว่าพี่เคยเห็น?

พี่บอกว่า ตอนแรกพี่ไม่ได้โกรธ แต่ตอนนี้พี่โกรธแล้ว เพราะน้องมาช้า เพราะน้องมากันน้อย ถามว่าน้องเข้าใจไหม เข้าใจ...

พี่ถามว่า ทำไมน้องไม่พูด ทำไมน้องไม่ตอบ ทำไมน้องไม่แสดงความคิดเห็น... ดูจากสถานการณ์มันน่าจะทำได้ไหม... ถ้าเราพูดกันดีๆ แต่แรก ทำไมเราจะคุยกันดีๆ ไม่ได้ เปิดใจคุยกันได้ง่ายกว่านี้ไม่ได้

เรื่องปัญหาทุกอย่างที่พี่พูดมา... ฟังแล้วเริ่มเหมือนเราพายเรือในอ่าง ไม่ไปไหนเลย พี่ก็รู้น้องก็รู้ แต่เราก็ยังวนอยู่อย่างนั้น เพราะอะไร... เพราะอารมณ์หรือเปล่า?

ทำไมเราถึงมัวแต่มามอง มาโทษกันไปมา ทำไมเกิด ใครทำให้เกิด...

ก็มันเกิดขึ้นแล้ว มาช่วยกันหาทางแก้กันดีกว่าไหม...

ใจเย็นๆ สิพี่... โตๆ กันแล้ว... ใส่อารมณ์ไปทำไม...

หลายครั้งหลายหน การกระทำแบบนี้ไม่เคยช่วยประเทืองอะไรขึ้นมาเลย อย่างดีก็แค่แก้ไขแบบปฏิวัติกันไปได้ระยะหนึ่ง แล้วก็กลับเข้าอีหรอบเดิม...

น่าจะเข้าใจกันได้แล้วว่ามันไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืน...

การจะบอกให้รักกัน ปลูกฝังความรัก ความผูกพันธ์ ระหว่างคน ระหว่างสถาบัน หรืออะไรก็ตาม ไม่ใช่การเรียกคนมานั่งรวมกันแล้วบอกว่า ที่นี่สมควรรักอย่างไร  ต้องรักอย่างไร ต้องทำอย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็นการแสดงความรัก

... เมื่อต้องการความจริงใจกับใครสักคน ควรจริงใจกับเขาก่อน

... เมื่อต้องการให้ใครรักเราสักคน... เราก็ไม่ควรจะให้ความรักกับเขาก่อนหรือ?

ทำให้รักสิ... ไม่ใช่สั่งให้รัก... หรือขู่ให้รัก

ขู่ต่างๆ นานา เพื่อจะให้เราบอกว่า "รัก"

เวลารับน้อง การที่บอกว่า จะทำร้ายพี่นะ จะเผามันละ โน่นนี่ ที่เคย "บอก" ให้เรารัก

แล้วน้องก็จะร้องไห้ บอกว่า "ไม่"... "อย่านะ" ... "หนูรักพี่"...

แน่ใจไหมนะ... ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ออกมา ณ โมเม้นต์หนึ่ง ไม่ใช่แค่พฤติกรรมหมู่ ที่จำเป็นต้องไหลไปตามกระแสสังคม เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง... หรือเพื่ออะไรก็ตาม

... น้องใหม่ทั้งหลาย... เคยถามตัวเองกันบ้างหรือเปล่านะ ?

......................

ความผูกพันธ์มันเกิดขึ้นได้จากการมีความรู้สึกที่ดีกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ไม่เคยมีใครมาขู่เผาโรงเรียนมัธยมเรา ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าจะเอาเพื่อนสมัย ม. ปลายเราไปฆ่า...

เราก็อยู่กันมาสองปีสามปี มีความทรงจำร่วมกันมากมาย ก็นั่นใช่ไหม ที่เรียกว่าความรักความผูกพันธ์

.........................

ความจริงไม่ได้แอนตี้อะไรกับระบบว๊ากเกอร์ หรือการไซโค เพราะก็เคยได้ยินสรรพคุณมาบ้างเหมือนกัน แต่ก็ไม่เคยรู้เหมือนกันว่าการรับน้องระบบ Seniority รวมถึงการ ว๊าก ในสมัยก่อนนี้เป็นอย่างไร ให้ผลดีแค่ไหน

แต่เท่าที่สัมผัสได้ในตอนนี้ นี่ไม่ใช่การโดนกระทำแบบนี้เป็นครั้งแรก ประมาณวันนี้ ของปีที่แล้ว เราก็เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ มีความรู้สึกเหล่านี้... ถามว่า มีอะไรดีขึ้นไหม... แทบไม่มี...

จะมีไหม การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน...

การเข้าหา การเจรจา การเปิดใจคุยกัน เป็นสิ่งที่ดีที่สุดใช่หรือเปล่า

วันนี้เราตอบตรงกันว่า ใช่... พี่รู้ น้องรู้...

แต่อีโก้สูงกันเหลือเกิน พี่อยากให้น้องเข้าหา แต่เอาตัวเองไว้บนหิ้ง... ดีก็ดีใจหาย พอจะร้ายก็วีนแตก หาการควบคุมอารมณ์ไม่มี

น้องก็กลัว พี่ก็หาเหตุผลมามากมาย ว่าทำไมต้องวีน...

แต่ไอ้น้องคนนี้ล่ะยิ่งไม่เข้าใจ... ว่าไอ้แค่เรื่องที่พี่ไม่พอใจน้อง เรื่องไหนก็ว่ามา บอกกันดีๆ ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน...

ตรงนี้นะ... ที่จะยิ่งทำให้พี่ห่างจากน้องออกไปอีก...

................ 

พยายามมากมาย กว่าจะได้เข้าหาพี่ สุดท้ายไม่มีปี่มีขลุ่ยมายืนด่าๆ แล้วบอกว่า เริ่มกันใหม่นะ...

คงต่อติดมั้ง...

..................... 

ก็เพราะมันเริ่มจากตรงนี้ไง...

พี่สอนน้องว่า นี่ไง นี่แค่สังคมย่อยๆ นี่คือจำลองมาจากสังคมจริงๆ...

น้องจำอะไร...

น้องจำว่า... นี่ไง สังคมจริงๆ มันต้องวีน ต้องว๊าก มีอะไรมันต้องระเบิด... เพราะนี่คือสังคมจริงๆ ใครๆ ก็ทำกัน ยอมรับกันได้ เพราะใครๆ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะอดทนต่อสภาวะกดดันทางอารมณ์มากันอยู่แล้ว

แต่ความจริงมันไม่ใช่...

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบ้านเมืองวุ่นวายอยู่ทุกวันนี้ เพราะเราทำให้สิ่งที่เห็นว่าเป็นจุดกำเนิดของเรื่องราวใหญ่โตอย่างการขาดสติ ไม่ควบคุมอารมณ์ จนอาจถึงขั้นนำไปสู่การแตกแยกแบบนี้ กลายเป็นเรื่องเล็ก จนเรายอมรับกันไปโดยปริยายหรือเปล่า

เอาหูไปนา เอาตาไปไร่กันแบบนี้... ไม่แปลกใจเลยที่บ้านเมืองมัน....

...................

แปลกดี... ทำไมผู้ใหญ่ ถึงมักจะมาเน้นสอนให้คนเรารับความกดดัน มากกว่าจะสอนให้รู้จักควบคุมตัวเอง ไม่ให้ไปสร้างความกดดันให้ผู้อื่น

วันนี้เขากดดันเรา เราอดทนเขา

วันหน้าเดี๋ยวเราก็กดดันเขาบ้าง เขาก็ต้องอดทนกับเรา ไม่เห็นเป็นไร...

แก้ปัญหาปลายเหตุกันหรือเปล่า...

ทั้งที่ความจริง ถ้าเราเริ่มต้นที่การไม่ต้องสร้างความกดดันให้คนอื่น ต่างคนต่างไม่สร้างความกดดันให้กัน ก็ไม่ต้องมีการต้องมานั่งอดทน หรือต้องมาใช้อารมณ์เจรจากันให้เสียเวลา (ที่น่าจะเอาไปสร้างโลกได้อีกใบแล้วด้วยซ้ำ)

.

แปลกดี... ทำไมเราไม่สอนให้คนเราทำตัวเองให้สงบสุข ทำให้คนรอบข้างสงบสุข แต่กลับต้องมานั่งสอนให้รู้จักที่จะรับมือ อดทนกับความวุ่นวาย

สังคมวุ่นวายขึ้นทุกวัน ผู้คนโกลาหลขึ้นทุกวัน เรื่องไม่เคยเกิด ก็ยังเกิด ...

ถ้าจะสอนแต่ให้รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันอยู่อย่างนี้...

จะต้องสอนกันไปอีกถึงเมื่อไร?

จะต้องสอนกันไปถึงไหน?

ปัญหาเกิดขึ้นทุกวัน...

ทำไมต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต เพื่อเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาอยู่เสมอ..

แต่ไม่เคยเรียนรู้ที่จะหยุดต้นเหตุของมัน...

.......................

อืม... ก็แปลกดี...

...

..

สร้างความรุนแรงขึ้นมา เพื่อให้เราคุ้นเคยกับความรุนแรง...

ก็สิ่งที่ฉันเห็นมันเป็นแบบนั้น

ฉันพูดผิดตรงไหน???

.

 

edit @ 12 Jun 2008 19:27:20 by I - FUNG

edit @ 12 Jun 2008 19:28:13 by I - FUNG

edit @ 12 Jun 2008 21:22:47 by I - FUNG